มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน เผยกล้าโซโล่ครึ่งสนามเพราะเชื่อใจเพื่อนร่วมทีม
มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน ปราการหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ของ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ เปิดใจถึงจังหวะโซโล่ทำประตูสุดสวยในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบลีกเฟส ที่ทีมเปิดบ้านถล่ม เอฟซี โคเปนเฮเก้น 4-0 โดยยกเครดิตให้เพื่อนร่วมทีมที่สร้างความมั่นใจให้เขากล้าพาบอลขึ้นจากแนวรับจนถึงหน้าประตูคู่แข่ง

จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นในครึ่งหลัง ขณะสเปอร์สนำอยู่ 2-0 ฟาน เดอ เฟนเก็บบอลจากหน้ากรอบเขตโทษตัวเอง ก่อนใช้ความเร็วพาบอลลุยเดี่ยวฝ่าผู้เล่นโคเปนเฮเก้นหลายคนจนถึงกรอบฝั่งตรงข้าม แล้วซัดด้วยซ้ายเต็มข้อเสียบเสาแรกอย่างเฉียบขาด กลายเป็นหนึ่งในประตูสุดงามของรอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลนี้
กองหลังวัย 23 ปีเผยหลังเกมกับ “สเปอร์ส เพลย์” ว่า ความกล้าที่จะเล่นลูกนี้เกิดจากความเชื่อมั่นในทีมเมตและสถานการณ์ในสนามที่อยู่ในควบคุม
“ลูกนี้อาจเป็นประตูที่สวยที่สุดในอาชีพของผมเลยก็ว่าได้ ตอนนั้นเรานำอยู่ 2-0 ผมรู้สึกว่าทีมเล่นกันมั่นใจ และเรามีโรเมโร่คุมแนวหลัง รวมถึงปาลินญ่าที่เพิ่งลงมาเสริมเกมรับ ทำให้ผมไม่กังวลเลยหากเสียบอลกลางทาง”
“ผมแค่คิดในใจว่า ‘ลองดูสิว่าพวกเขาจะไล่ทันไหม’ แล้วผมก็พาบอลไปเรื่อย ๆ จนถึงเขตโทษ ผลคือพวกเขาวิ่งตามไม่ทัน และผมก็ยิงได้อย่างที่ตั้งใจ มันรู้สึกยอดเยี่ยมมากจริง ๆ”
แม้ทีมจะเหลือผู้เล่นน้อยกว่า 1 คน หลัง เบรนแนน จอห์นสัน ถูกไล่ออกจากสนาม แต่ฟาน เดอ เฟนยืนยันว่า สเปอร์สยังคงเล่นด้วยความนิ่งและมีสมาธิ
“ตอนโดนใบแดง ผมคิดว่าเกมอาจยากขึ้น แต่เรายังควบคุมสถานการณ์ได้ดี ทุกคนใจเย็น ทำในสิ่งที่ควรทำ และสุดท้ายก็ปิดเกมได้อย่างที่ต้องการ”
นอกจากฟาน เดอ เฟนจะทำประตูสุดงามแล้ว ลูกปิดกล่อง 4-0 ก็เป็นผลงานของ ชูเอา ปาลินญ่า จากการแอสซิสต์ของ คริสเตียน โรเมโร่ ซึ่งทำให้กองหลังชาวดัตช์ยิ่งภูมิใจในผลงานของแนวรับทั้งทีม
“โรเมโร่ใจเย็นมากในจังหวะนั้น ผมยังแอบสงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงขึ้นมาอยู่ตรงนั้นได้ แต่เขาก็ทำได้ดีมาก เหมือนทุกคนในทีมที่เล่นด้วยความมั่นใจเต็มที่”
ชัยชนะเหนือโคเปนเฮเก้นทำให้ สเปอร์ส เก็บเพิ่มเป็น 8 คะแนน จาก 4 นัดในรอบลีกเฟส ขยับขึ้นสู่อันดับ 7 ของตารางรวม ซึ่งเป็นโซนเข้ารอบอัตโนมัติสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
“ชัยชนะครั้งนี้สำคัญมาก หลังผ่านเกมหนักในลีกเมื่อสุดสัปดาห์ เรากลับมาแสดงให้เห็นว่าสภาพจิตใจของทีมยังยอดเยี่ยม และเรากำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในฟุตบอลยุโรป”
— มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน กล่าวปิดท้าย